[4]อั๊กลุยเดี่ยว เปรี้ยวสิงคโปร์
posted on 15 Sep 2009 19:01 by archmania in Trip-Goว๊าก อัพบล้อกทุกวันเหมือนจูนไรท์เลยแฮะ -..-'
----------------------------
ติดตามตอนที่ 1 ที่นี่ >> [1]อั๊กลุยเดี่ยว เปรี้ยวสิงคโปร์ (เดินทาง)
ติดตามตอนที่ 2 ที่นี่ >> [2]อั๊กลุยเดี่ยว เปรี้ยวสิงคโปร์ (เซ็นโทซ่า)
ติดตามตอนที่ 2.5 ที่นี่ >> [2.5] สิงคโปร์นิดนึง / 11 (Esplanade Theatre)
ติดตามตอนที่ 3 ที่นี่ >> [3]อั๊กลุยเดี่ยว เปรี้ยวสิงคโปร์ (Vivo City)
----------------------------
มา ต่อๆๆ
ขอแจ้งล่วงหน้าว่ารูปเยอะมากเอนทรี่นี้ เพราะชอบที่นี่เป็นพิเศษ
----------------------------
หลังจากเดินเที่ยวดาดฟ้า Vivo City เพียงไม่นาน ก็ต้องรับเสด็จออกเดินทางกลับไปที่ Marina Bay เพื่อให้ทันเวลาขอพอที่น้ำพุแห่งความโชคดี (The Fountain of Wealth) ซึ่งเวลาที่ใกล้่สุดคือ 6 โมงเย็น ก่อนที่จะเปิดน้ำพุและไม่อนุญาตให้คนเข้าไปขอพร
.
กางแผนที่
อืมๆ ....จากสถานี Habour Front เราไปลงที่สถานี Marina Bay เลยดีกว่า น่าจะใกล้กว่า เพราะจำได้เลาๆ ว่าถ้าจะไป Singapore Flyer (ชิงช้าสวรรค์ยักษ์) จะมี Shuttle Bus บริการรับส่งอยู่ซึ่งก็น่าจะไปจอดใกล้ๆ กันแถวนั้น
(แต่ความจริงแล้ว คนที่จะเดิน Marinay Bay ต้องลงที่สถานี City Hall แล้วเดินไปตามทางเดินใต้ดินเรียกว่า City Link ถึงจะไปโผล่ตรงนั้น)
.
ไปถึง Marina Bay ...เฮ้ย...ทำไม....ไม่เห็นอะไรเลย นี่เรามาโผล่ตรงไซต์ก่อสร้างหรือนี่? (ถ้าใครย้อนไปดูที่ Entry แรก คือตรงตึงสูง 3 ตึกที่กำลังก่อสร้างคาสิโน ที่เรียกว่าโครงการ Marina Sand นั่นแหละค่ะ)
แต่มีป้ายชี้ไปที่ถนนว่า "รถบัสไป Marina Barrage"
.
ไม่รู้หรอก แต่เข้าใจไปเอาว่าเค้าคงเรียกย่านนั้นว่า Barrage มั้ง แล้วก็มี Shuttle Bus ด้วย ..คุ้นๆ.... ก็เดินดุ่ยๆ ไำปขึ้นโดยไม่คิดอะไรมาก
ปรากฏว่า...ทำไม....มันยิ่งไกลจากชิงช้าเรื่อยๆ แฮะ..... มันน่าจะเข้าใกล้สิ
.
สุดท้าย มันพาเราไปที่นี่....
.
อะไรก็ไม่รู้จัก เหมือนจะเป็นสวนแสดงพืชพรรณอะไรซักอย่าง เพราะระหว่างทางมีต้นไม้ล้อมเตรียมที่จะปลูก หรืออนุบาลอยู่เต็มไปหมด ...เดินลงจากรถแบบเอ๋อๆ ... ถามคนข้างๆ ว่า ที่นี่คือ Marina Barrage เหรอ? ...ไอ้คนนั้นคงไม่รู้จักเหมือนกัน เลยตอบมาว่า....คิดว่าใช่นะ
ไหนๆ ก็ไปที่น้ำพุไม่ทันเวลาแล้ว....เอาฟะ อุตส่าห์หลงมาถึงนี่.....ต้องดูหน่อยแหละ
.
.
เดินผ่านทางเข้าแคบๆ กำแพงหินสูงๆ โดยที่ไม่มีอะไรอยู่ในหัวเลย ว่าจะเจออะไร
.
.
จ๊าก....... เข้ามาถึงเป็น court โค้งขนาดใหญ่ มีทางลาดที่ปูหญ้าเขียว ดูเหมือนจะเลื้อยขึ้นไปถึงหลังคา
เฮ้ย!! แทบกรี๊ด.....เจ๋งมาก ....เจ๋งมาก ดีใจขึ้นมานิดนึงที่หลงเข้ามาืที่นี่
.
.
อ่อ...อยู่คนละฝั่งกับ Singapore Flyer นี่เอง ...ยังมองเห็นอยู่
.
.
ทะลุออกมาอีกด้าน.........
.
จากข้อมูลที่รับทราบมาจากเจ้านายของเพื่อนที่ไปพักด้วย ซึ่งเป็นคนสิงคโปร์ Marina Barrage มีที่มาคร่าวๆ ดังนี้ค่ะ
สิงคโปร์ เป็นเกาะ ไม่มีการทำเกษตรกรรมเลย ทุกตารางนิ้วที่นี่มีราคา เป็นเนื้อเมืองทั้งหมด กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอ ต้องถมทะเลเพื่อสร้างพื้นที่แผ่นดินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นวัตถุดิบด่างๆ ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต อย่างอาหาร น้ำ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ดังนั้นก็อย่าแปลกใจว่าทำไมทั้งน้ำและอาหารที่นี่ช่างแพงเหลือเกิน (ฟังถึงตรงนี้แล้วแบบ...โคตรโชคดีเลยเนอะ ที่เกิดเป็นคนไทย)
เมื่อ ก่อนสิงคโปร์เป็นเมืองขึ้นของมาเลเซีย แต่พอแยกตัวออกมา ก็มีการพัฒนาตัวเองขึ้น ทรัพยากรเพียงอย่างเดียวที่มีคือ "คน" จึงได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ จะเห็นว่าที่นี่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก จนทำให้กลายเป็นเกาะเล็กๆ ที่มีความมั่งคั่ง
มาเลเซียจึงเจรจาขอรวม ประเทศอีกครั้ง แต่สิงคโปร์ไม่ยอม มาเลเซียดำเนินการคว่ำบาตร ไม่ขายน้ำจืดให้ ไม่ขายทรายให้ ปัจจุบันสิงคโปร์ต้องนำเข้าทรายที่ใช้ถมเกาะมาจากเวียตนาม
.
รัฐบาล สิงคโปร์เริ่มตระหนักถึงความลำบาก โดยเฉพาะหากไม่มีใครขายน้ำจืดให้ จึงเกิดโครงการ Marina Barrage ซึ่งเป็นฝายกั้นน้ำทะเลขนาดใหญ่ ดักน้ำทะเลที่ไหลเข้ามา ปล่อยให้กลายเ้ป็นน้ำจืด และจะได้ใช้น้ำจืดในวันข้างหน้า
ซึ่งทั้งนี้ยิ่งทำให้คนสิงคโปร์มีแนว คิดในการวางผังเมืองแบบ Green City แบบสมบูรณ์แบบ เพราะเริ่มรับรู้ถึงภาวะการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติได้เร็วกว่าคนอื่นๆ ตอนนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหน จะเห็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสภาพแวดล้อม และการประหยัดพลังงานอยู่ทั่วทั้งเมือง
เจ๋งเนอะ....
แต่ถ้าเลือกเกิดได้ ก็ขอเป็นคนไทยเหมือนเดิมอ่ะ
.
คร่าวๆ แล้ว เราก็ไปเดินเที่ยวกันเถอะ
.
ตรงที่ยืนอยู่นี้เป็นฝายขนาดใหญ่ กั้นระหว่างน้ำทะเลกับน้ำจืด เรียกว่า Marina Bridge
.
.
จาก Marina Bridge มองย้อนกลับไปที่ตัวอาคาร
.
.
ไหน...มีอะไรให้ดูบ้าง เดินกลับเข้ามาด้านใน
.
.
ขึ้นชั้นสอง นี่ไง...Marina Bridge จากมุมสูง
.
.
ที่ชั้นสอง มี Gallery หรือจริงๆ แล้วก็เหมือน Museum อีกที่แหละ
ธีมการจัดก็คือเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม green city อย่างทีบอกไป
เข้าไปดูกัน
.
.
เปิดตัวด้วยกำแพงขวดพลาสติก ขยะกองมหึมา
.
.
.
.
รู้ไหมว่าปริมาณน้ำที่ใช้บริโภคได้บนโลกเรานี้ เหลืออยู่เท่าไหร่กัน?
.
.
แล้วยังจะถลุงใช่ทรัพยากรไม่รู้ค่าอีกแหนะ.....เดือนๆ หนึ่งเราใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ไปเท่าไหร่ ตัดต้นไม้ไปเยอะแค่ไหน?
.
.
ฟงไฟน่ะ ปิดซะมั่ง (ได้ข่าวว่า จขบ.หลับคาคอมประจำ -..-')
.
.
สำนึกซะมั่ง....
.
.
model ตรง marina bridge ที่เป็นฝาย
.
.
หลังคาอาคารทั้งหมดเป็น green foof ที่เด็กๆ ชอบทำ (แต่ไม่ชอบคิดว่ามันจะอยู่ได้ยังไง)
.
.
จากปัญหาวายป่วงทั้งหมด....
เราจึงเนรมิต Marina Barrage ขึ้นมา (อา อา อา อาาาาาา) เอคโค่หน่อย
.
.
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองหลวงต่างๆ ที่เจ๋งๆ ทั่วโลก ต่อไปสิงคโปร์ก็สู้ไหว
จะนับเป็นเมืองหลวงที่มีการจัดการที่ดีอันดับต้นๆ เมืองหนึ่งเลยนะ
.
.
แล้วเราก็จะมีน้ำจืดกินเองแล้ววว เย่!
.
.
พอเหอะ...ออกจาก Gallery ก็ไปเดินเล่นบนหลังคาเขียวๆ กัน
.
.
วู๊ววววววววววววววววว!
.
.
(แสดดดด...ร้อนมากอ่ะ -*- นี่มันหกโมงเย็นแล้วนะว๊อยยยยย T^T)
.
.
มองกลับไปที่ที่เราควรจะยืนอยู่ในเวลานี้ (ตามแผน).....กระซิกๆ T^T
.
.
เจ๋ง...อ่ะ
เนอะ
.
.
ขอบอกว่าคุ้มมาก
อยากกลับมาเล่าให้นักเรียนฟังเร็วๆ
อยากมีโอกาสพานักเรียนไปที่นี่
ดีใจ..ที่หลงมา
ที่สำคัญ
.
.
ฟรี!!!!!
.
.
มันยังไม่มีใน guige book ของไทย แต่คิดว่าไม่นานนี้คงถูกบรรจุเข้าไป
ที่เจ๋งๆ แบบนี้ มองข้ามได้ยังไงเนอะ
.
.
แต่...
ไม่เคยรู้สึกว่าทรัพยากรธรรมชาติ และเกษตรกรรมสำคัญ จนวันนี้เลยนะ บอกตรงๆ
บางทีเราก็มองข้ามสิ่งที่เรามี (ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากมาย มากว่าเงินทองชื่อเสียง)
เพราะเราคุ้นเคยกับการมี
เราจึงไม่ตระหนักถึงการขาด
.
ภูมิใจและรักษามันไว้นานๆ เถอะค่ะ
----------------------------
ติดตามตอนที่ 1 ที่นี่ >> [1]อั๊กลุยเดี่ยว เปรี้ยวสิงคโปร์ (เดินทาง)
ติดตามตอนที่ 2 ที่นี่ >> [2]อั๊กลุยเดี่ยว เปรี้ยวสิงคโปร์ (เซ็นโทซ่า)
ติดตามตอนที่ 2.5 ที่นี่ >> [2.5] สิงคโปร์นิดนึง / 11 (Esplanade Theatre)
ติดตามตอนที่ 3 ที่นี่ >> [3]อั๊กลุยเดี่ยว เปรี้ยวสิงคโปร์ (Vivo City)
----------------------------


ชอบๆ ตามอ่านๆ
#1 By iDoi* on 2009-09-15 19:12