วิธีแก้เผ็ดนักเรียนจอมแสบ
posted on 20 Jan 2008 15:03 by archmania in Behind-Design-School
บล็อกอัพเดตวันนี้ อี๊ อี๊ อี๊......ภูมิใจเสนอ เอ๋อ เอ๋อ เอ๋อ... (เอ็งจะเอ็คโค่ทำม๊ายยยย
)
.
.
เนื่องจากเพิ่งจะผ่านวันครูมาหมาดๆ ในฐานะอาจารย์ (ไม่ค่อยกล้าเรียกตัวเองว่า"ครู" แบบจริงๆ จังๆ .....มันขลัง...... ไม่เก๋าจริงเป็นครูไม่ได้นะ....)
.
เด็กสมัยนี้เป็นเจอเนอเรชั่นวาย... ที่ติดเกมส์ มี hi5 และคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง เชื่อมั่นสูง กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ แต่ไม่สามารถแยกแยะว่าไอ้ที่พูด คิด ทำ นั้น ดีหรือไม่....
ในโรงเรียนออกแบบ มีนักเรียนประเภทหนึ่ง ที่คิดว่า "กูแน่".... แค่เข้ามาเรียนเป็นนักเรียนถาปัด แล้วก็ออกไปเดินส่ายอาดๆ เบ่งให้ชาวบ้านรู้ว่ากูเจ๋ง...... มีเยอะค่ะ พวกนี้เป็นพวกน้ำชาเต็มแก้ว ออกจะล้นๆ ด้วยซ้ำ คือ คิดว่าตัวเองเก่ง แต่ไม่รับคำสอน คำแนะนำ จากคนอื่น..... สุดท้าย ก็จะเหลือแต่น้ำชาเน่าๆ ความรู้เก่าๆ ที่ค้างอยู่ในแก้ว
นักเรียนที่ดี ต้องเป็นน้ำชาครึ่งแก้วค่ะ ต้องมีความรู้เป็นฐานพอประมาณ และพร้อมจะรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเสมอ.....
.
.
คนไทยมีกุศโลบายอันชาญฉลาด ... จัดพีธีไหว้ครูเพื่อให้นักเรียนเตรียมพร้อมในการเรียนรู้ ด้วยส่วนประกอบที่แฝงข้อคิดไว้
ที่มา : http://www.chorrorgor.com/Waikru.htm
ข้าวตอก ทำมาจากข้าวเปลือกโดยนำข้าวเปลือกไปแช่น้ำให้นิมแล้วนำไปคั่วด้วยความร้อนจนเม็ดข้าวแตกและ บานออกมีสีขาวบริสุทธิ์มีความหมายว่า ครูย่อมสอนศิษย์ทั้งด้วยวิธีปลอบโยนเปรียบได้กับน้ำที่ทำให้ข้าวเปลือกนิ่ม และวิธีการเคี่ยวเข็ญที่เข้มงวด เปรียบได้กับความร้อนที่คั่วข้าวเปลือก จะได้เป็นคนดีมีความรู้เหมือนสีขาวของข้าวตอกและมีความเจริญเฟื่องฟูในการประกอบสัมมาอาชีพเปรียบได้กับการแตก บาน ของข้าวตอก
ดอกมะเขือ เป็นดอกไม้ชนิดเดียวที่บานแล้วคว่ำดอกลงสู่พื้นดิน ไม่หงายขึ้นรับแสงอาทิตย์เช่นดอกไม้ชนิด อื่น ๆ เป็นเครื่อง สักการะที่เตือนให้ศิษย์ระลึกได้อยู่เสมอว่า ศิษย์จักต้องก้มหน้าและน้อมรับคำสั่งสอนของครูเสมอ ไม่โต้เถียงครูด้วยความโกรธ (ต้อนนี้ต้องเพิ่มว่า โต้เถียงด้วยเหตุผลได้ค่ะ..... เพราะครูไม่ได้ทำถูกเสมอไป)
ดอกเข็ม มีลักษณะแหลม มีความหมายว่า ศิษย์จะมีสติปัญญาเฉียบแหลมและฉลาดรอบรู้ได้ ก็ด้วยอาศัยครูเป็นผู้ ฝึกฝนเช่นเดียวกับการลับของที่แหลมคม ย่อมต้องมีการฝนหรือลับซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมาก
หญ้าแพรก เป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้งและการเหยียบย่ำและขยายพันธุ์ได้ดีในพื้นที่ทุกชนิดหญ้าชนิดนี้ จึงมี อยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง แม้ถูกเหยียบย่ำก็ไม่ตาย ได้รับน้ำฝนก็จะแตกใบขยายพันธุ์ขึ้นอีก มีความหมายว่า ศิษย์จะต้อง อดทนต่อการเคี่ยวเข็ญดุว่า เฆี่ยนตีของครูโดยไม่ถือโกรธ ดุจดังหญ้าแพรกที่ถูกเหยียบย่ำ จะทำให้ศิษย์เป็นคนมีมานะอดทน รู้จักปรับตัว และแก้ไข ความประพฤติที่ บกพร่องให้ดีขึ้นเมื่อเติบโตขึ้นย่อมสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยดีในทุกหมู่ชนและทุกสถานที่
.
.
.
ทีนี้กลับมาเรื่องแก้เผ็ดนักเรียนแบบ อ.อาคิดีกว่า......หุ หุ หุ "สะใจว๊อยยยยยยยย!!!"
วิธีแก้เผ็ดนักเรียนจอมแสบ แอบ แอบ แอบ แอบบบบบบบ.......... (แต่ข้าพเจ้าเป็นหญิงแท้ ชอบผู้ชายนะคะ ไม่ได้แอบบบบบ)
.
โรงเรียนออกแบบเนี่ย จะมีวิธีฝึกนักเรียนอย่างหนึ่ง คือ เมื่อออกแบบแล้วต้องรู้จักการนำเสนอ คือ การพรีเซนต์นั่นแหละ แต่บางที ถ้าเด็กตั้งใจทำงานมา ถึงจะออกแบบไม่ค่อยดีี อ. ก็พร้อมจะแนะนำให้
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าขี้เกียจ หรือทำไม่ได้?
ทุกอย่างมันฟ้องที่การตอบคำถามค่ะ เด็กที่คิดมา จะมีกระบวนการทำงาน จะมีที่มา .... ไม่ใช่ถามไปแล้วแถออกไปเรื่อยๆ .... หรือตอบไม่ได้ นั่นแสดงว่า เด็กใช้เวลาอยู่กับงานน้อยมาก แต่เด็กสมัยนี้จะมีพรสวรรค์ในการพูด....พูดดดดดด ไปได้เรื่อย ขายฝัน เหมือนคิดมาอย่างดี แต่สุดท้ายมองไม่เห็นงาน ...เห็นแต่ของห่วยๆ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้างานออกมาไม่ดีมักจะเป็นเพราะไม่ได้ทำ ไม้ได้คิด มากกว่าทำไม่ได้.... งานที่ผ่านการคิดมาอย่างดี ไม่ค่อยออกมาห่วยหรอกค่ะ
.
.
วิธีแรก เด็กไม่ตั้งใจทำงาน : แก้เผ็ดด้วยของขบเคี้ยว ขนมกรุบกรอบ
....งงล่ะซี๊.............. ขนมขบเคี้ยวแก้เผ็ดยังไง
.
เวลาตรวจแบบโดยเฉพาะ การตรวจแบบกลุ่ม คือ มีอาจารย์หลายท่านคอยคอมเม็นต์ จะมีของว่างเสริฟด้วยค่ะ ส่วนใหญ่อาจารย์จะนำมากันเอง เพราะใช้เวลานาน หิวมั่ง เบื่อมั่ง เป็นธรรมดา
วันดีคืนดีก็เอาแคบหมู (อาหารคาวเลยนะนั่น).... เข้าไปกินในห้องตรวจงาน.... ปกติก็ไม่ค่อยกินหรอก เสียงเคี้ยวจะดังเหมือนกินเลย์ในโรงหนังล่ะค่ะ....
แต่ถ้างานห่วยจริง ก็แกล้ง....... เคี้ยว กร้วม กร้วม กร้วม!! ให้ดังลั่นซะงั้น.......เด็กมันจะได้รุ้ไปเลยว่า "เฮ้ย ...งานเอ็งห่วย....ขี้เกียจนี่หว่า......... ไม่อยากฟังเว่ย" (โหดไปมั้ย..........)
ขอบอกว่า....วิธีนี้ส่วนใหญ่อาจารย์จะเห็นพ้องต้องกัน หยิบไปเคี้ยวเสียงดังโดยไม่ได้นัดหมาย ปล่อยให้ไอ้เด็กขี้เกียจพล่ามไปเรื่อยๆ พรีเซ็นต์ตัวลีบๆ อยู่หน้าห้องไปเรื่อยๆ ....ฮ่าๆๆๆ สะใจว๊อยยยยย!
.
.
วิธีที่สอง เด็กไม่ตรงเวลา : หนีกลับบ้าน
เหมือนจะเป็นวิธีที่ไม่รับผิดชอบเท่าไหร่ แต่
ไม่รู้ว่าเด็กที่คณะเป็นโรคไม่ตรงต่อเวลาอยู่ที่เดียวหรือเปล่า เช่น นัดตรวจแบบเช้า (หมายถึง 9.00 - 12.00 น.) ดันมากัน 11 โมง..... เด็กทีสิส 2 คน......คิดว่าจะตรวจทันหรือ.... พอไม่ทัน เลยเทียง บางทีก็ถึงบ่าย.... หมดเวลากินข้าว....ก็ต้องสอนต่อแล้ว....อดกินไป
บางทีวิชาบ่าย... มีเวลาตั้งแต่บ่ายโมงถึงสี่โมงครึ่ง ตรวจ 6 คน....คนแรกมาตอนบ่ายสามโมง.... ทำเป็นตลกบริโภค ...หัวเราะกิ๊กกั๊ก ออดอ้อนอาจารย์........ พอถามว่า วิชาบ่ายเริ่มกี่โมง ก็ตอบถูกนี่...... ถามว่าทำอะไรกันอยู่ เพื่อนไปไหนหมด....มันบอก ก็ทำงานนี่แหละ......
ไอ่เด็กพวกนี้............เค้าให้เวลากลับไปคิดตั้ง 2-3 วัน.........ไม่ยอมทำ ...มาทำก่อนตรวจ 2 ชั่วโมง.... แล้วจะได้อะไร จะเอาอวัยวะเบื้องไหนคิดงาน.......... กว่าจะตรวจคนสุดท้ายเสร็จ 5-6 โมงเย็น....
เมื่อก่อนสงสารเด็ก คิดว่าอุตส่าห์มา.......... ถ้าไม่ตรวจ เด็กก็ไม่รู้จะแก้อะไร ทำยังไงต่อ ...ก็เลยตรวจๆ ไป ...แต่กลายเป็นบ่มเพาะความไม่มีวินัยกับเด็ก....อีกอย่างก็คือ คอมเมนต์อะไรไป ก็ไม่เห็นทำมา...ก็เล่นใช้เวลาทำงานแค่ 2 ชั่วโมงอย่างที่บอก......... สรุป ไม่ได้เรื่องซักอย่าง
.
ตอนนี้ไม่เอาแล้วค่ะ....
มาช้า 30 นาที ถือว่าสาย....
ถึงเวลาเที่ยงปุ๊บ หยิบกระเป๋า ออกไปกินข้าว หรือ สี่โมงครึ่งปุ๊บ...เก็บของกลับบ้าน..... ใครมาแล้วตรวจไม่ทันตามคิวถือว่าขาด
ไม่ทำงานตามที่สั่งมา มัวแต่ขายฝัน....ไม่ตรวจ ถือว่าขาดส่ง...............
โอ.....ครูโหดดดดดดดดดด......... แต่ไม่ไหวแล้วค่ะ อีโก้เด็กสูงเกินกว่าที่คุณจะรู้.......... ทำนอง"กลวง" ...ข้างนอกสุกใส ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง ...โดยเฉพาะการไม่ตรงเวลานี่................ ร้ายแรง ร้ายแรง
.
.
วิธีที่สาม เด็กขี้เกียจออกนอกหน้า : หนามยอก เอาหนามบ่ง
ได้ไอเดียมาจากวิชาบรรยายค่ะ เด็กมักจะอ้างว่ามั่วแต่ทำงานไม่ได้นอน ก็เลยมาหลับอยุ่ในห้องวิชาบรรยาย... ก็น่าเห็นใจเด็กอยู่ อาจารย์ก็พยายามที่จะปรับวิธีการสอนให้ interactive มากขึ้น แต่บางช่วงก็ต้องบรรยาย เพื่อให้ได้เนื้อหา..... ม๊านนน....ก็หลับ......บางคนก็ทำอย่างอื่น...อ่านการ์ตูนมั่ง.... เล่นโทรศัพท์มั่ง
พอเห็นว่ามีคนหลับ... ก็ถามว่าง่วงรึ อยากนอนลงไปนอนดีดีเลยป่ะ (ประชด นะคะ ประชด) หรือไม่ก็ไปล้างหน้า ถ้าเป็นเราโดนอาจารย์ถามอย่างนี้ ต้องหน้าซีด รีบแจ้นไปล้างหน้า กลับมาถ่างตา คอตั้ง ฟังอาจารย์สอนแล้ว แต่ไอ่เด็กพวกนี้มัน........
เลือกทำอย่างแรกค่ะ....."นอน"....................ช่างกล้าาาาาา
.
ต่อไปนี้ก็เลยกะว่า หนามยอก เอาหนามบ่ง........ ข้าพเจ้าจะจำหน้าเด็กไว้ ...
คนไหนนอนในห้อง..เวลามันพรีเซนต์ ข้าพเจ้าจะนอนมั่ง ไม่ฟังมัน
คนไหนอ่านการ์ตูน...เวลาพรีเซนต์ ข้าพเจ้าก็จะเอาการ์ตูนมาอ่านมั่ง
คนไหนโทรศัพท์...... ข้าพเจ้าจะโทรหากิ๊ก คุยเสียงดังๆ กลบแม่งเรยยย
คนไหนคุยกับเพื่อน.... ข้าพเจ้าจะชวนอาจารย์ท่านอื่นคุยเรื่องละครเกาหลี ไม่ให้มีคนฟังมันพรีเซนต์
ถ้าหยุดพรีเซนต์ก็บอกให้พูดต่อไป แล้วก็ไม่สนใจเหมือนเดิม
.
.
วิธีที่สี่ เด็กติดเกมส์ : ใช้เพลย์สเตชั่นดัดหลัง
เอ่ออ ไม่ได้หมายความว่า เอา PS ไปยันหลังเด็กนะคะ
อยู่ๆ ก็นึกถึงรายการทีวีแชมเปี้ยนของญี่ปุ่น..... ที่มีกดปุ่ม ติ๊งต่องๆๆๆๆๆ มีป้ายตัว O เด้งขึ้นมา .....แปลว่าถูก ..ออดดดด มีป้ายตัว X เด้งขึ้นมา แปลว่าผิด
.
แต่คราวนี้ปรับเป็นก่อนพรีเซนต์ ให้นักเรียนมีคะแนนเต็มร้อย....มีป้ายคะแนนเป็น LED อยู่หลังห้อง ให้เจ้าตัวและเพื่อนเห็นป้ายคะแนน โดยที่ครูๆ ไม่เห็น
ครูๆ ถือจอยสติคคนละอัน..... สามารถกดถี่ รั่ว กี่ทีก็ได้ตามความพอใจ
.
ตอบถูก พูดดี คิดมา ...กดสีเขียว........คะแนนเพิ่ม.....
ตอบผิด คิดห่วย ขี้เกียจ ... กดสีแดง......คะแนนติดลบ.....
.
.
ตื่นเต้นดีออก....นึกภาพเด็กติดเกมส์ที่พรีเซนต์ตัวสั่นงันงกอยู่หน้าห้อง.......
ติดเกมส์นักใช่ม๊ายยยยยยยยย นี่แน่ะ นี่แน่ะ ..... ออด ออด ออดดดด ..แดง แดง แดงงง.... ลบ ลบ ลบบบบบบบ
.
.
.....ฮริ้ววววววววววว สะใจว๊อยยยยยย!!!!
.
.
ไม่รู้โหดไปหรือเปล่า..... อยากเป็นครูสาวใจดี มีแต่เด็กรักเหมือนกัน...... แต่ไม่ไหว......ต้องใช้ไม้แข็ง......
วิธีแรกที่ใช้แคบหมูได้ลองดำเนินการแล้ว ได้ผลพอประมาณ......... อีกสองวิธี ถ้าลองแล้วได้ผลอย่างไร จะมารายงานค่ะ
ส่วนวิธีที่สี่ เพิ่งเพิ่มมา ลืมเขียนรอบแรก..... คงให้เป็นเรื่องอนาคตค่ะ..... ถ้ามีงบจะเสนอให้คณะทำแน่ๆ.....ฮ่าๆๆๆ แค่คิดก็สะใจแล้วววววว
.
.
เอาน่า....ขำขำ
เพิ่งเห็นว่าใช้สรรพนาม "มัน" เยอะไปหน่อย.......ขอลบๆ ออกบ้างละกันนะ
edit @ 20 Jan 2008 21:46:59 by ArchmaniaC
edit @ 24 Jan 2008 07:51:16 by ArchmaniaC


)
ต่อไปจะตั้งใจคิดแบบค่ะ (กลัวอาจารย์แก้เผ็ดอยู่เหมือนกัน แหะๆ)
#1 By Lover Boy on 2008-01-20 16:21